ผู้สูงอายุ มีวิธีการรับประทานอาหารหลักอย่างไร"> ผู้สูงอายุ มีวิธีการรับประทานอาหารหลักอย่างไร">ผู้สูงอายุ มีวิธีการรับประทานอาหารหลักอย่างไร">
Fonte Thailand

ผู้สูงอายุ มีวิธีการรับประทานอาหารหลักอย่างไร

ผู้สูงอายุที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงอยู่แล้ว ควรได้รับสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ดังนี้

  1. อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต หรือแป้ง (ปริมาณ 1 ใน 4 หรือ 25%) เช่น ข้าว ก๋วยเตี๋ยว เผือก และมันสำปะหลัง กลุ่มนี้เป็นสารอาหารหลัก และให้พลังงานแก่ร่างกายมากกว่าสารอาหารจากกลุ่มอื่น จึงควรรับประทานอาหารกลุ่มนี้แต่พออิ่ม ควรเลือกเป็นคาร์โบไฮเดรตที่มีใยอาหารเยอะ เช่น ข้าวไม่ขัดสี หรือ ขนมปังโฮลวีท และหลีกเลี่ยงการกินอาหารรสหวานจัดและของหวาน
  2. อาหารประเภทโปรตีนหรือเนื้อสัตว์ และถั่วชนิดต่างๆ (ปริมาณ 1 ใน 4 หรือ 25%) อาหารกลุ่มนี้จำเป็นในการซ่อมแซม และสร้างเนื้อเยื่อที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต เนื้อสัตว์ที่ควรรับประทาน คือ เนื้อสัตว์ที่ไม่มีหนัง หรือไขมันมากเกินไป โดยเฉพาะเนื้อปลาและถั่วชนิดต่าง
    – กินไข่สัปดาห์ละ 3-4 ฟอง (ถ้าไขมันในเลือดสูงกินเฉพาะไข่ขาว)
    – เลือกเนื้อสัตว์ไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลา ย่อยง่าย ควรดัดแปลงให้นุ่ม ชิ้นเล็กๆ
    – กินถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำเพื่อให้ได้ใยอาหารเพิ่ม
  3. อาหารประเภทผักต่างๆ และผลไม้ (ปริมาณ 1 ใน 2 หรือ 50%) จะให้วิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย และมีใยอาหาร ช่วยให้ระบบขับถ่ายเป็นปกติ ควรเลือกรับประทานผลไม้ที่เนื้อนุ่มเคี้ยวง่าย ได้แก่ มะละกอ กล้วยสุก ส้ม สำหรับคนไข้ที่อ้วน หรือเป็นเบาหวาน ให้หลีกเลี่ยงผลไม้หวานจัด เช่น ทุเรียน ลำไย ขนุน เป็นต้น
  4. อาหารประเภทไขมัน ได้แก่ ไขมันจากพืช จะให้พลังงานแก่ร่างกาย และยังช่วยในการดูดซึมวิตามินบางอย่างด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ควรจำกัดอาหารประเภทไขมัน โดยรับประทานน้ำมันม่เกิน 4-6 ช้อนชา และหลีกเลี่ยงไขมันที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น ไขมันจากสัตว์ น้ำมันหมู ไข่แดง กะทิ หนังสัตว์ เครื่องใน เนย มาการีน เป็นต้น

นอกจากนี้ ควรดัดแปลงอาหารให้เหมาะสม เช่น การปรุงอาหารให้เปื่อยนุ่ม ง่ายต่อการเคี้ยวและการย่อย จัดแต่งอาหารให้มีสีสัน น่ารับประทาน และควรปรุงสุกใหม่ๆทุกมื้อ หลีกเลี่ยงการปรุงอาหารเค็มจัด หวานจัด ในคนไข้ที่มีโรคประจำตัว ควรจัดอาหารให้เหมาะสมกับโรคที่เป็นด้วย

แนะนำโดย พญ. อรุณศิริ แสงอลังการ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญอายุรศาสตร์ผู้สูงอายุ (American Board of Geriatric Medicine) จาก  Mount Sinai School of Medicine, New York, USA