เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคภูมิเเพ้

"> เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคภูมิเเพ้

">เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคภูมิเเพ้

">
Fonte Thailand

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคภูมิเเพ้

 

 

 

 

 

เป็นที่ทราบกันดีว่าโรคภูมิแพ้นั้น เป็นโรคเรื้อรังที่พบได้บ่อยกับประชาชนมากกว่าร้อยละ 50 ของประชากรทั้งประเทศ และโรคนี้ยังสร้างผลเสียให้กับสุขภาพ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น ศูนย์บริการและวิจัยไรฝุ่นศิริราช ภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับบริษัท ที่นอนดาร์ลิ่ง จำกัด ได้ร่วมกันจัดพิมพ์หนังสือโรคภูมิแพ้และไรฝุ่น เพื่อใช้เป็นคู่มือดูแลสุขภาพตลอดจนวิธีรับมือกับโรคนี้มาฝากกัน
โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่เกิดจากปฏิกิริยาการตอบสนองของร่างกายที่ไวกว่าปกติ เมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้จะมีการสร้างภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า ไอ-จี-อี (IgE) ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เซลล์ต่างๆ ทำงานมากขึ้น จนกระทั่งเกิดการอักเสบและมีการหลั่งสารเคมีชนิดต่างๆ ที่รู้จักกันดีคือสารฮีสตามีน (histamine) ทำให้เกิดอาการแพ้และมีอาการแสดงต่างๆ ในหลายระบบ เช่น จมูก หลอดลม ตา ผิวหนัง ทางเดินอาหาร เป็นต้น แต่ในคนปกติเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้เช่นเดียวกันจะไม่เกิดการตอบสนองดังกล่าว

สำหรับสารก่อภูมิแพ้ (allergen) เป็นสารที่สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการโรคภูมิแพ้ขึ้น โดยสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย ได้แก่ สารก่อภูมิแพ้จากตัวไรฝุ่น (house dust mites) แมลงสาบ เกสรดอกไม้ ต้นไม้ ดอกหญ้า ฝุ่นบ้าน มด ยุง เชื้อรา ขนสัตว์เลี้ยง เช่น ขนแมว ขนสุนัข สารเคมีจำพวกสารระเหย อาหารบางชนิด เช่น อาหารทะเล นม ไข่ ถั่ว และยาต่างๆ โดยสารก่อภูมิแพ้เหล่านี้จะเข้าสู่ร่างกายโดยปนมากับอากาศที่หายใจ หรือปนมากับอาหารที่รับประทาน หรือมาถูกผิวหนังโดยตรง รวมทั้งการฉีดสารต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย

ส่วนปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ ได้แก่ 1.ปัจจัยทางพันธุกรรม พบว่า เด็กที่มีพ่อแม่ หรือพี่น้องเป็นโรคภูมิแพ้ จะมีแนวโน้มเป็นโรคภูมิแพ้ได้ถึงร้อยละ 50-70 ในปัจจุบัน พบว่า เด็กที่ไม่มีประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัวเลย มีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้ประมาณร้อยละ 10-20 2.ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ การติดเชื้อ มลภาวะ บุหรี่ เด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยนมผสม จะมีโอกาสเป็นโรคหลอดลมหดเกร็งในวัยเด็ก มากกว่าเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยนมแม่

อายุของผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้นั้นเป็นได้ทุกอายุ มักมีอาการแตกต่างกันตามช่วงอายุ โดยในช่วงขวบปีแรกถึง 3 ขวบ มักมีอาการของโรคแพ้อาหาร แพ้นม และผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ในบางรายอาจมีอาการของโรคหืดร่วมด้วย แต่จะพบโรคหืดสูงสุดในช่วงอายุ 3-5 ปี ส่วนอาการของโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ (โรคแพ้อากาศ) และเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้มักเป็นเมื่อมีอายุมากกว่า 4 ปี และที่สำคัญโรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อ แต่เชื่อว่าสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ไปสู่ลูกเช่นเดียวกับโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงนั่นเอง

 

โรคภูมิแพ้ที่มักพบบ่อยๆ นั้น ได้แก่
1.โรคแพ้อากาศหรือโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ อาการที่พบบ่อยได้แก่คัดแน่นจมูก จามติดๆ กันหลายๆ ครั้ง มีน้ำมูกใสๆ ไหลมาก ร่วมกับคันจมูก บางรายอาจคันตา คันเพดานปาก คันในคอ หรือคันในหูร่วมด้วย
2.โรคหืดเป็นโรคที่มีการอักเสบเรื้อรังของหลอดลม เมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้ทำให้หลอดลมหดเกร็งหลั่งมูกในหลอดลมมากขึ้น หลอดลมตีบแคบลง ทำให้หายใจเร็ว หายใจลำบาก อาจได้ยินเสียงวี้ด
3.โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง มักพบผื่นคันแห้งแดงบริเวณข้อพับ แขน ขา หัวเข่า ข้อศอก หรือบริเวณอื่นๆ
4.โรคลมพิษ มีผื่นหรือปื้นนูนแดงและมีอาการคัน เกิดได้ทั่วร่างกาย มักพบผื่นกระจายตามตัว แขน ขา ผื่นมักหายไปใน 24 ชม. โดยไม่มีร่องรอยที่ผิวหนัง
5.โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ มีอาการระคายเคืองตา คันตา การบวมรอบดวงตา น้ำตาไหล และเยื่อบุตาแดงจากการอักเสบ
6.การแพ้อาหารและยา

ส่วนวิธีการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้เพื่อให้ได้ผลดีนั้น ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างตัวผู้ป่วยและแพทย์ผู้ดูแล รวมทั้งผู้ปกครองโดยเฉพาะผู้ป่วยเป็นเด็ก โดยมีหลักการในการรักษาโรคภูมิแพ้ดังนี้
1.การหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ (Allergen avoidance) โดยแนะนำให้ผู้ป่วยกำจัดหรือลดปริมาณสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวอย่างมุ่งมั่นและอย่างจริงจัง ถือเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการรักษาโรคภูมิแพ้
2.การรักษาด้วยยา (Pharmacotherapy) ยาที่ใช้ในโรคภูมิแพ้แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ยาที่ใช้เพื่อควบคุมอาการ และยาที่ใช้บรรเทาอาการเมื่ออาการกำเริบ ทั้งนี้ ขนาดยาอาจปรับเปลี่ยนตามความรุนแรงของโรคที่ผู้ป่วยเป็น ดังนั้น การมารับการตรวจติดตาม ตามแพทย์นัดจึงเป็นเรื่องสำคัญ
3.การฉีดวัคซีนภูมิแพ้ (Immunotherapy) พิจารณาใช้ในรายที่การรักษาด้วยยาไม่ได้รับผลดีและยังมีอาการกำเริบอยู่ โดยฉีดสารสกัดจากสารก่อภูมิแพ้ที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเข้าไปใต้ผิวหนังในปริมาณน้อยๆ เป็นระยะๆ เพื่อกระตุ้นให้ผู้ป่วยเคยชินต่อสารก่อภูมิแพ้นั้นและลดอาการแพ้ได้

สำหรับการรักษาโรคภูมิแพ้ให้หายขาดนั้นไม่สามารถทำได้ แต่สามารถควบคุมไม่ให้มีอาการ และป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ ขณะเดียวกันหากปล่อยโรคนี้ไว้โดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายได้ เช่น ไซนัสอักเสบเรื้อรัง จมูกไม่ได้กลิ่น หอบหืด หูอักเสบ เป็นต้น และยังมีผลกระทบทำให้เด็กเติบโตช้า เจ็บป่วยบ่อย ขาดเรียนบ่อย มีคุณภาพชีวิตลดลง มีปัญหาด้านจิตใจ ซึมเศร้า และผลกระทบต่อครอบครัว ที่สำคัญอีกประการคือ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาที่สูงมาก

นอกจากนี้ ศูนย์บริการและวิจัยไรฝุ่นศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล ยังเปิดโอกาสให้กับผู้ที่สนใจเกี่ยวกับวิธีดูแลโรคภูมิแพ้ สามารถขอรับหนังสือเรื่อง "โรคภูมิแพ้และไรฝุ่น" เพื่อเป็นประโยชน์แก่การดูแลสุขภาพฟรี ได้ที่ฝ่ายการตลาด บริษัท ที่นอนดาร์ลิ่ง จำกัด อีเมล์ mkt.darling@gmail.com


ที่มาข้อมูล : ไทยโพสต์ออนไลน์